Make your own free website on Tripod.com

Back to School trip

หลังจากที่นั่งกินนอนกินอยู่ที่เมืองไทยมาเกือบ 3 เดือน ก็ได้ฤกษ์กลับมาเรียนต่อสักที อย่างที่ตั้งใจไว้ปีที่แล้ว ว่าปีนี้จะต้องแวะเที่ยวญี่ปุ่นเป็นเรื่องเป็นราว คราวนี้ขากลับนั่งเครื่องเลยแวะญี่ปุ่น 3 วัน และก็ต่อด้วยไปนอนเล่น แอลเอ อีก 5 วัน

วันแรกลงจากเครื่อง 7.30 นาที ผ่านตรวจคนเข้าเมือง นั่งรถไฟจากสนามบินมาอีก 1 ชั่วโมง ก็มาถึงที่พักประมาณ 9โมงกว่า 10 โมง รีบเช็คอินเข้าที่พักเรียบร้อย รีบเผ่นออกไปเที่ยวทันที เริ่มต้นด้วยการนั่งรถไฟ JR yomanote line ที่เป็นรถลอยฟ้าสายหลักที่วิ่งรอบ โตเกียว จุดหมายแรกของวันนี้เพราะว่าเป็นวันอาทิตย์ คิดว่าจะแวะไปดูย่าน Harajuku ที่วัยรุ่นญี่ปุ่นพวกแต่งตัวแปลกๆจะมาเดินโชว์ตัว ระหว่างเดินๆอยู่ ท้องร้อง มาเจอร้านนึงท่าทางน่ากิน(ที่น่ากินเพราะราคาถูก ข้าวหน้าปลาแซลมอน+ไข่ปลาแซลมอน 700 เยน) ร้านก็ดูธรรมดาครับ แต่ว่าอาหารอร่อยจนน้ำตาเล็ด เนื้อปลาดิบหวานแบบไม่ต้องใช้ซีอิ้ว ไข่ปลาแซลมอน ไม่มีกลิ่นคาวเลย (คิดแล้วหิวเลย)

ร้านแรกที่มั่วเข้าไปกิน เอาแบบว่าดูเมนูแล้วถูกสุดในย่าน อร่อยเหาะเลยครับถนน ทาเคชิตะ อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟ หาราจูกุ บรรยายกาศคล้าย ละลายทรัพท์บ้านเราถุงน่องลายขนาดนี้ ใส่แล้วคงเข้าวัดไม่ได้ชัวร์ เพราะน่าจะเตะตาหมาวัดเป็นที่สุดวันที่ไปไม่เจอพวกพังค์หัวทอง มีแต่แต่งตัวคิขุอย่างในรูป
ต่อจาก นั้นก็มาที่ ชินชูกุ ออกมาจากสถานีรถไฟ หลงอยู่เกือบชั่วโมง นี่ขนาดครั้งนี้ผมเอาเข็มทิศห้อยคอไปเลย ยังหลง ตอนหลังพึ่งมาเข้าใจว่าทำไมถึงหลงได้หลงดี เพราะว่า ผมเอาแผนที่ที่พกไป ไปเทียบกับ แผนที่ใหญ่ๆติดข้างฝาที่ทางออกสถานนีรถไฟ โดยปรกติแล้ว ที่ไหนที่ไหน ถ้าพูดถึงแผนที่ ด้านบนก็ต้องเป็นทิศเหนือใช้มั๊ยครับ โปรดระวัง ที่ญี่ปุ่นไม่ใช้ ทิศของแผนที่จะเปลี่ยนไปตามการหันหน้าของเรา เราหันหน้าหาแผนที่ ทิศไหน ด้านบน ก็จะเป็นทิศนั้น เพราะฉนั้นทุกแผนที่ทิศด้านบนจะไม่ตรงกันเลย คิดดูก็สดวกดีนะครับ ถ้ารู้ทริกตรงนี้นิดหน่อย ผมว่าแผนที่แบบนี้เข้าใจง่ายกว่า สะดวกด้วยเพราะไม่ต้องรู้ว่าทิศไหนทิศเหนือ
ชินจูกู พาเลส ด้านในขายของสารพัด มีป้ายชื่อเป็นภาษาไทยด้วย ภูมิใจจริงๆถนนไม่ได้แออัดยัดเยียดมากเหมือนกรุงเทพบ้านเรา เพราะคนที่นั้นเขาร่วมมือกันใช้รถสาธารณะย่านเครื่องใช้ไฟฟ้า อันนี้นัยว่าจะเปิดแข่งกับ ย่านอะกิฮาบาร่า
จุดเด่นของ ชินชูกุ อันนึงก็คือ เป็นย่านธุรกิจที่มีตึกระฟ้าอยู่กันอย่างหนาแน่น ในไกด์นำเที่ยวก็แนะนำให้ไปดูตึกระฟ้รอบๆ บริเวณนี้ ตอนแรกผมก็คิดว่าแต่ละตึกมีสถาปัตยกรรมที่แปลกแตกต่างกันออกไป เหมือนกับนิวยอร์ค แต่เอาเข้าจริง พอไปดูทำให้ผมซึ้งกับปรัชญาสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่าย(simplicity)เลยครับ เพราะทุกตึกเนี่ยในสายตาผมเหมือนกันหมด เป็นแท่งๆ เหลี่ยมๆ(ในสายตาคนญี่ปุ่นมันคงต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ) จะมีก็ตึก ที่ว่าการ ที่ทำแปลกตาไปนิดนึง ตัวอย่างอีกอันที่เห็นชัด คือบรรดา สะพานที่ข้ามแม่น้ำ ชิมะดะ(แม่น้ำนี้คล้ายๆกับเจ้าพระยาบ้านเรา) คนญี่ปุ่นบอกว่าแต่ละสะพานมีความสวยงามโดดเ่ด่นเป็นเอกลักษณ์ แต่ที่ผมไปดูเนี่ยมันต่างกันแค่สีครับ สะพานนึงทาสีฟ้าทั้งอัน ถัดไปทาสีเขียว อันโน่นก็ทาสีแดง หน้าตาโครงสร้างเหมือนกันเดี๊ยะ
ตึกอะไรซักอย่างจำไม่ได้อ่ะตึกอะไรไม่รู้อีกตึกอ่ะ ในนำเที่ยวบอกว่าต้องไปดู อุตส่าห์ถ่อสังขารไปอันนี้ตึกที่ว่าการ เดี๋ยวพรุ่งนี้เรามีธุระพิเศษกับตึกนี้หอประชุมของมหาลัยโตเกียว

หลังจากเดินจนสำรวจ ชินชูกุฝั่งตะวันตก จนรอบแล้ว(ฝั่งตะวันออกจะเป็นที่เที่ยวกลางคืนอ่ะรอเดี๋ยว)นั่งรถไฟต่อไปที่ ย่าน akihabara ซึ่งเป็นย่านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุด พอลงจากสถานีปุ๊ปก็เจอ ร้านขายซูชิ สายพาน เห็นคนนั่งกินอยู่พอสมควรก็เลย เข้าไปนั่งบ้าง ราคาแสนถูก ทุกถาดเหมา 126 เยนคิดเป็นเงินไทยเองละกัน ผมฟาดไป 5 จาน ข้าวปั้นหน้าไข่ปลาแซลมอน ปลาไหลทะเล สาหร่ายทะเล ปลาหิมะ ปลาทูน่า ปลาทูน่าที่นี่เนื้อปลาเขาจะตัด ชิ้นขนาด extra large แบบว่าใหญ่พาดจากฝากนึงของจาน ไปอีกฟากนึง ยาวเกือบ 3 นิ้ว ไม่ใช้ ขนาดแค่ตัวข้าวปั้นเหมือนที่เมืองไทย ตอนนั่งกินอยู่ก็ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร้อ ผมตอนแรกพยายามหา วาซาบิ ก็เห็นผงอะไรไม่รู้เขียวๆ ตอนแรกนึกว่า วาซาบิที่นี่เป็นผง ก็เลยเทใส่ไปใน ถ้วยน้ำจิ้ม เจ้ากรรม อันนั้นเป็นผงชาเขียวครับ ไม่ใช้ผงวาซาบิ เขาให้ใส่ในถ้วยชาแล้วเขามีน้ำร้อนให้ชงดื่ม ดีนะไม่มีคนนั่งข้างๆ ไม่งั้นคนญี่ปุ่นคงตะลึงวิธีกินชาแบบไทยๆ

เสียดาย ช่วงที่ไปถึงโพล้เพล้ ทำให้รูปดูหมองๆไปมีขายของจิปาถะเหมือนคลองถมบ้านเราตลาดนัด Ameyo บอกได้คำเดียวห้ามพลาด
แล้วก็มาถึงไฮไลต์ของวันนี้ครับ จาก อะกิฮะบาร่า เดินมาถึง สถานีรถไฟ ueno จะมีตลาดคล้ายๆ กึ่งตลาดนักบ้านเราที่ดังมาก Ameyo market แบบว่าดังขนาดในนำเที่ยว ฉบับไหนๆ ก็บอก cant miss ไปแล้วก็เห็นด้วยทุกประการ บรรยากาศ คึกคัก คนเดินกันขวักไขว่ มีร้านขายทั้งของกินของใช้สารพัด ของสดของแห้งมีหมด ของกินของใช้ก็ถูกจนตะลึง ข้าวหน้าปลาแซลมอน + ไข่ปลาแซลมอน คราวนี้เหลือแค่ 400 เยน นอกจากนั้นยัง มี ร้าน 100 เยนขายของสารพัดเครื่องมือเครื่องใช้ เทียบราคาแล้วบางชิ้นแล้ว ถูกกว่าซื้อ โลตัสเมืองไทยอีก
ข้าวราดไข่ปลาแซลมอน + ปลาแซลมอน จานละ 140 บาท หากินเมืองไทยได้ที่ไหนเห็นราคาทนไม่ไหวเลยแวะกิน กินเที่ยวอย่างงี้ ผมถึงจะรู้สึกว่าได้สัมผัสชีวิตคนญี่ปุ่นจริงๆนิดนึงมีสารพัด ของสดของแห้งในรูปพวกอาหารทะเลสด ไข่ปลาต่างๆ ปลาหมึก แต่ผลไม้ที่ญี่ปุ่นี่ก็ยังแพงโคตรสมคำล่ำลือ
วันที่สอง โปรแกรมวันนี้เริ่มต้นจาก เช้ามืด(ตี 5 ครึ่ง) ไฮไลต์วันนี้เลยคือไปดูตลาดค้าส่งปลาที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว Tsukiji market ตลาดใหญ่มากแบบเดินกว่าจะทั่วเล่นเอาหอบ เคยเห็นในทีวีแชมเปี้ยน ตอนสุดยอดเจ้าแห่งพ่อค้าปลา มาเห็นของจริงก็สนุกดีครับ เห็นเขาลงปลา ขนปลา ประมูลปลากันโล๊งเล๊งมาก เหมือนในทีวีเลย นอกจากปลาใหญ่ๆเช่นทูน่าแล้ว ยังมีเรียกว่ามีสัตว์ทะเลทุกชนิดที่เราๆท่านๆกินกันอยู่ขายก็ว่าได้
หลังจากเดินดูจนพอใจแล้ว ตามธรรมเนียมต้องหาปลาสดๆกินแถวนั้น
อันนี้เป็นบริเวณประมูลปลาทูน่าครับมีสารพัดอาหารทะเลให้เลือกกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปเลย ฝรั่งเดินกันขวักไขว่
พอกระเพาะอิ่มแล้ว ก็มุ่งหน้าไปที่ โตเกียวทาวเว่อร์เป็น หมายต่อไป เสียดายวันนั้นฟ้าไม่แจ่ม เลยไม่อยากขึ้นไปเพราะขึ้นไปที่ข้างบนก็คงไม่เห็นอะไรเท่าไหร่(จริงๆเหตุผลสำคัญกว่าคือ มันเสียค่าขึ้นครับ แต่ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวตามโปรแกรมมีพาชมทัศนียภาพมุมสูงของเมืองโตเกียวแน่นอน) จากนั้นก็เดินทางต่อมาที่ Roppongi มีสัญลักษณ์ไอ้ตัวคล้ายแมงมุม อยู่ข้างหน้าตึก roppongi plaza นะครับที่นี่ก็มีตึกสร้างใหม่ ด้านบนเป็นจุดชมวิว นัยว่าเป็นจุดที่สามารถมอง โตเกียวทาวเว่อร์ได้สวยที่สุด(เสียตังค์อีกเช่นเคย) 2 แห่งนี้ผมไปแล้วเฉยๆ เพราะผมส่วนตัวแล้วไม่ชอบไปพวกที่ เขาสร้างมาให้นักท่องเที่ยวมาดูกัน ผมชอบไปดู ความวิธีชีวิตความเป็นอยู่จริงๆของคนพื้นที่ รู้สึกเหมือนได้ สัมผัสความเป็นเมืองนั้นๆมากกว่า การไปปีนหอ ปีนเสา ที่เขาทำขึ้นมา
เดิมตามแผนที่ self walking tour จะผ่านวัด โซโซจิ ก่อนจะถึงโตเกียวทาวเว่อร์ภาพมุมใกล้ไอ้ตัวหลายขาเนี่ย ยืนอยู่หน้าตึกโมริ ที่ โรปปองงิ
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลงเข้าไป เพราะว่าทนการเชิญชวนของคนขาย หรือว่าความเย้ายวนของปลาไหลไม่ได้กันแน่ ตัวละ 1000 เยนถ้วนครับภาพมุมสูงของมหานครโตเกียวครับ ฟ้าปิดอืมครึมนิดนึงไว้วันหลังถ่ายใหม่ ถ่ายรูปสักพักก็จรลีต่อไปที่ตึก metapolitan (อันนี้คล้ายกับตึก กทม หน้าเสาชิงช้าบ้านเราครับ) ตึกนี้ชั้น 45 เปิดให้คนขึ้นไปชมทัศนนียภาพของกรุงโตเกียวได้ฟรีครับ นอกจากนั้นยังมีของแถมมี ไกด์ทัวร์พาไปชมห้องประชุมสภาโตเกียว(เหมือนกับ สภากทม บ้านเรา) ปีนี้เป็นปีรณรงค์ท่องเที่ยวญี่ปุ่น ก็ได้เข็มกลัดที่ระลึกมาอันด้วยน่ารักดีครับ

ถึงตอนนี้เกิดอาการล้าไปหมดแล้ว นั่งรถไฟกลับมานอนกลางวันที่โรงแรม เอาแรงกะว่าจะออกไปตะลุยราตรีดึกๆอีกที ก่อนกลับแวะกินซื้อปลาไหลญี่ปุ่นที่ ameyo market เอามาเป็นเสบียง คนขายหน้าตาชวนซื้อเหลือเกิน เลยขอให้เขาเป็นแบบให้ชักรูปไว้รูปนึง

หลังจากนอนไปซัก 2 ชั่วโมงตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา จุดหมายแรกทีไปคือ shibuya จุดที่เป็นไฮไลต์คือ ดงม่านรูดญี่ปุ่นครับ (อย่าหาว่าผมลามกนะ lonely planet แนะนำให้ไปดูเชียวหนา) เห็นบอกว่าวิถีชิวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองโตเกียวอันนึงเลยครับ love hotel มีความสำคัญเพราะที่นี่คนอยู่กับอย่างหนาแน่นมาก คนหนุ่มๆสาวๆ บางครั้งแต่งงานแล้วอาจต้องอยู่กับญาติในบ้านหลายคน บ้านญี่ปุ่นเนี่ย ก็อย่างที่เห็นในหนัง ผนังกั้นคือกระดาษแข็งแบบว่า ไม่ต้องใช้ หูฟังหมอช่วยก็รู้ว่าข้างห้องทำอะไรอยู่ เพราะฉนั้นเวลาที่เขาจะมี $#axy กันก็ต้องมาพึ่งพาพวก love hotel พวกนี้ล่ะ มีตั่งแต่แบบธรรมดา ถึงแบบหรูหราตบแต่งไสตล์ยุโรปที่นี่ไม่ได้มีไว้ให้ทำ x$@fs กันอย่างเดียวนะครับ จริงๆพักได้ทั้งคืน และก็ถือว่าเป็น smart move ด้วยเพราะว่าดูจากสนนราคาแค่ 4900 เยนสำหรับนอนคนเดียว ได้เตียงขนาดใหญ่นอนสบาย มีอ่างอาบน้ำต่างหาก
คำเตือนเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ห้ามคลิ๊กเช่นกัน อายุต่ำกว่า 18ปี บริบูรณ์ห้ามคลิ๊ก ที่ญี่ปุ่นนี่เรื่องเซ็ก ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน มีการขายสื่อสิ่งพิมพ์ วีดีโอทัศน์กันอย่างโจ๋งครึ้ม เห็นแล้วอยากอยู่ที่นี่โว้ย อุ้ยขอโทษครับ ภาพนางแบบรุ่นเด็กหน่อยเนี่ยได้จากแถวชินชูกุ ภาพนางแบบรุ่นใหญ่หน่อยได้ข้างวัด อาซากูสะ ครับ
หลังจากนั้นก็ตรงต่อไปยัง สถานที่เที่ยวกลางคืนที่ดังสุดในโตเกียวอยู่ในย่าย East shinjuku เกือบลืมเล่าเรื่องขำขันให้ฟัง ตลอดทั้งทริปเนี่ย เป้ผมจะใส่ขาตั้งกล้อง+ร่มไว้ตลอด แบกจนไหล่จะหัก ก่อนออกมารอบดึก เลยคิดว่าเป็นไงเป็นกัน กรูจะไม่แบกร่มไปแล้ว สมใจนึกเลยครับ ฝนตกพรำตลอด จนถึง shinjuku ฝนตกห่าใหญ่แบบแกล้งกันสุดๆ โชคดีจริง ตรงนั้นมีคนจรจัดเปิดบูธขายร่ม อยู่พอดีเหมือนรู้ใจ
อันเล็ก 100 เยน อันใหญ่ 200 เยนครับย่าน คาบูกิโช ย่านเทียวกลางคืนที่ดังที่สุดครับ

ที่โตเกียวเนี่ยเสียอย่างนึง รถไฟหมดแค่ เที่ยงคืน ผมต้องตาลีตาเหลือกกลับตอน 5ทุ่ม ทั้งๆที่พวกร้านรวงปิดตี 2(สงสัยได้นโยบายเหมือนเรา) แหมมหานครอย่างงี้ รถไฟน่าจะมีวิ่งกันทั้งคืน

เช้าวันสุดท้าย ตื่นมาพร้อมกับฝนตกจริงๆจังๆ แบบไม่ต้องคิดเลยว่าจะเอาร่มไปดีไม่ดี ตามโปรแกรมไปเที่ยววัด Asakusa เข้าไปทำบุญหน่อยนึง อธิฐานขอให้ได้มาเที่ยวอีก(คราวที่แล้ว ทำบุญที่วัดนาริตะ ขอให้ได้มาเที่ยวอีก ก็ได้มาเที่ยวสมใจ หวังว่าต้นปีหน้าจะได้ไปดูหิมะตกที่โตเกียว) หลังจากนั้นก็ขึ้นเครื่องบินต่อมาที่ แอลเอ เป็นจุดหมายต่อไป เครื่องว่างๆนอนมาสบายครับ เพราะผมเลือกไฟลท์บินอ้อมไว้แล้ว(คนส่วนใหญ่ชอบบินตรง ผมชอบบินอ้อมครับ นอกจากไฟลท์จะว่างกว่าแล้ว ถือโอกาสแวะเที่ยวตามจุดต่างๆไปในตัว)
สัญลักษณ์ก็ โคมอันเท่าช้างนี่แหล่ะครับอีกโคมนึงในบริเวณมีร้านขายของที่ระลึก
ขายขนมขบเคี้ยวของเล่นจุ๊กจิ๊กมากมายเลยครับอันนี้แถมครับเป็นภาพที่ดาดฟ้าของโอสเทลที่ผมไปอยู่ ข้างหลังจะเห็นตึกเบียร์ อาซาฮี
และแล้วก็ถึงเวลาเดินทางต่อไปที่ แอลเอ ประเทศอเมริกา
ตัวเมืองแอลเอ คงไม่พาทัวร์อะไรมากมายเพราะคนส่วนใหญ่ก็ไปมาแล้ว แถมไม่ค่อยมีอะไร เอาเป็นว่าเล่าประสบการณ์ มันๆ จาก six flags magic mountain ละกันครับ six flags เนี่ยเป็นสวนสนุกที่เน้นแต่เครื่องเล่นที่เสียวอย่างเดียว พวกคิขุ อะโนเนะ ไม่มีครับ เสียวลูกเดียว ผมอยากเล่นมานานแล้ว คราวนี้ไปแอลเอ ถือโอกาสไปเล่นเสียเลย(แถมฤกษ์ดีเพราะว่าได้บัตรลดราคาจาก taco bell เหลือใบล่ะ 25 เหรียญ จาก 50กว่าเหรียญ)
อันแรกที่ไปเล่นเรียกว่า Goliath เขาคุยว่าเป็นรถไฟเหาะที่สูงที่สุด เร็วที่สุด แรงจีสูงที่สุด ตอนรอก็มี ฝรั่งวัยรุ่นถ้าทางจะพาคล้ายๆกับอา หรืออาจจะพ่อมาเล่น เขาบอกกับอาหรือพ่อเขาว่า อันนี้แหล่ะ เหมาะสมที่จะ วอร์มอัพที่สุด เราฟังแล้วก็ใจชื้นเพราะว่า ไม่ได้เล่นรถไฟเหาะมานาน กะว่าจะเริ่มเบาๆก่อน
อันนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่เห็นนะครับสนุกมากเลยอันนี้แหล่ะ เกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่นี่แล้ว แต่เอาเข้าจริง ผมเข้าใจคำว่า black out แจ่มแจ้ง ก็เครื่องนี้ประทานให้ครับ(black out คืออาการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เนื่องจากแรงโน้มถ่วง ดึงให้เลือดลงไปกองอยู่ที่ขา มักเกิดกับนักบินที่บินพาดโพน แก้ไขโดยการที่นักบินใส่เสื้อผ้า ปรับเพิ่มแรงดันที่ขาเพื่อไม่ให้เลือดไปกองอยู่ด้านล่าง) อาการสมชื่อ black out จริงๆ ครับคือจะเริ่มเห็นจุดสีดำๆ แล้วจุดสีดำๆค่อยๆขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นผมรู้ตัวเลยครับว่า ถ้ายังเหวี่ยงต่อไปคงได้สลบแน่ โชคดีจุดที่เหวี่ยงเร็วสุดมีแค่จุดเดียวพอพ้นจุดนั้นไป อาการเหล่านี้ก็ค่อยๆหายไป พอหมดรอบแถบอยากไปตืบไอ้เด็กนั้นเลย วอร์มอัพ บ้านมันเนี่ยด้วยอันนี้อ่ะนะ
ในสวนสนุกนี้มี รถไฟเหาะแบบต่างๆ ตีลังกา ไม่ตีลังกา ยืนเล่น ตะแคงตัวเล่น ห้อยขาเล่น ห้อยหัวเล่น สารพัดทั้งสิ้น 14 ชนิด แต่ที่เขาว่าเด็ดจริงๆ คืออันใหม่ครับ คือว่าอันนี้อยากให้มองเห็นภาพง่ายๆ เหมือนเอาไม้แขวนเสื้อไปติดกับรางรถไฟเหาะตีลังกา แล้วเราเป็นตัวหนีบเสื้อล่ะครับ คือรถไฟมันก็ตีลังกาอยู่แล้ว ตัวเรายังหมุนควงแถมอีก dimension นึง เขาภูมิใจว่าเป็น 4 dimension roller coster อันนี้น่ากลัวของจริงครับ เล่นแค่รอบเดียวพอ ที่รู้ว่ากลัวเพราะลงมาแล้วปวดน่องเหมือนเป็นตะคริวแสดงว่าตอน เล่นอยู่เนี่ยกลัวมากจนกล้ามเนื้อหดตัวเองโดยไม่รู้ต้ว (ดีนะ ของเสียไม่ไหลออกมาด้วย อายฝรั่งมันแย่) แต่ที่ผมชอบและคิดว่าเสียวกำลังเหมาะก็คือ ไอ้ที่ชื่อว่า super man escape ที่เห็นพุ่งขึ้นไปบนฟ้านะครับ ดูแล้วอาจจะน่ากลัวแต่ความจริงไม่มากนักกำลังดี เล่นแล้วไม่เสียสุขภาพกายและจิต พล่ามมามากถึงเวลาขอตัวไปทำงานต่อแล้วครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน
ประวีร์
13 สค 2005
บทส่งท้ายครับ จะเห็นได้ว่าผมได้บอกข้อมูลราคาค่อนข้างละเอียดนิดนึง จริงๆแล้วจุดประสงค์อยากให้คนอื่นเข้าใจว่า การเที่ยวต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เงินถุงเงินถัง สามารถใช้งบประมาณจำกัดแต่ได้รับ ประสบการณ์ชีวิตดีๆที่น่าจดจำเก็บไว้ บางคนอาจจะเคยได้ยินได้ฟังประสบการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว จากการเที่ยวญี่ปุ่นอย่างเช่น ต้องกินมาม่าทุกมือ หรืออดมื้อกินมื้อ ผมยืนยันเลยครับทุกมื้อผมกินเต็มที่ โดยที่หลังจาก 3 วันแล้ว ใช้จ่ายไปเพียงแค่ ครึ่งนึงของประมาณการ ค่าที่พัก ก็ไม่ได้แพงครั้งนี้ผมพักเป็นเตียงแบบหอพัก นอน 4 คนต่อห้อง แค่คืนละ 2000 เยน แต่ผมพึ่งเจออีกที่เป็นห้องเดี่ยวคืนนึง 2700 เยน ในความคิดผมถือว่าถูกมาก เพราะเดี๋ยวนี้เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้แล้วครับ(ว่าแพง) เรื่องหลอกลวงนักท่องเที่ยวอีกอย่าง ประเทศที่เขาเจริญแล้วเนี่ยไม่มีครับ ไปเที่ยวได้อย่างสบายใจ อยากเห็นเมืองไทยพัฒนาตรงเรื่องนี้ด้วยเหลือเกิน
แถมให้อีกรูปครับ เอาไว้ดูตอนหิว